วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จะทำอย่างไรกับความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ


ต้องอธิบายก่อนว่า สังคมไทยเรามีการบริหาร 3 ระบบ คือ ระบบส่วนกลาง ระบบภูมิภาค และระบบท้องถิ่น ระบบส่วนกลาง และระบบภูมิภาค มีอำนาจสูงกว่าระบบท้องถิ่น งบประมาณกองรวมอยู่ที่ส่วนกลาง อำนาจการตัดสินใจทั้งหลายอยู่ที่ส่วนกลาง เวลาจะดำเนินการโครงการใดๆ ก็ตาม ท้องถิ่นจะเข้าไปมีบทบาทในนั้นได้น้อย นั้นหมายถึง ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินตรงกลางได้น้อย แทบจะเรียกว่า การเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น เมื่อท้องถิ่นตัดสินใจเลือกโครงการของตนเองไม่ได้ ส่งผลให้โครงการที่ถูกกำหนดมาจากศูนย์กลางอำนาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายอย่างจะไปขัดแย้งกับ วิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม ของชุมชนนั้นๆ
                เราจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่มีโครงการของรัฐเกิดขึ้นจะสร้างความขัดแย้งให้กับท้องถิ่นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างนิคมอุตสาหกรรม เรื่องเกี่ยวกับสารเคมี เรื่องเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เรื่องเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรดินน้ำป่า เรื่องเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นไนท์ซาฟารี พืชสวนโลก ฯลฯ สร้างความขัดแย้งในท้องถิ่น คือ สิ่งที่สำคัญไม่สอดคล้องกับท้องถิ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอๆ มันทำให้ชุมชนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินการพัฒนาตัวเอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการที่จะไปดำเนินการโครงการ โครงการที่ได้ดำเนินการแล้วก็อาจจะยกเลิก หรือยุติโครงการ สิ่งที่สำคัญไปทำลายความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เรื่องการท่องเที่ยว ไม่ได้สนใจว่าท้องถิ่นนั้นมีของดี มีวัฒนธรรมอย่างไร

                ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เกิดการคอรัปชั่นขนาดใหญ่ในโครงการต่าง ๆ การคอรัปชั่นสามารถที่จะตกลงกันได้ นี่คือข้อเสียที่เกิดขึ้นจากการรวมศูนย์อำนาจทั้งสิ้น

                ที่จริงที่ผ่านมาปรากฏการณ์นี้ เตือนมาโดยตลอดอยู่แล้ว เรื่องเกี่ยวกับศูนย์กลางอำนาจหรือการรวมศูนย์ ระยะที่ผ่านมา เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนท้องถิ่นกับรัฐบาล ในโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย เกือบทุกรัฐบาล ในระยะสิบปีหลังมานี้ ที่เกิดความขัดแย้งหนักขึ้นมาอีก คือ ศูนย์กลางอำนาจหรือโครงสร้างอำนาจกับโครงสร้างอำนาจ ขัดแย้งกันเอง ที่เรียกว่า เป็นความขัดแย้งในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เป็นโครงสร้างธรรมดา เป็นมหาโครงสร้างต่อมหาโครงสร้างปะทะกัน ตอนนี้เลยกลายเป็นปรากฏเหลือง-แดง  ไม่ใช่เฉพาะประชาชนกับรัฐ แต่ว่ามันคืออำนาจของรัฐต่อรัฐที่ปะทะกัน
           เราต้องก้าวข้ามเรื่องความขัดแย้งนี้ไป เพราะว่าถ้าสมมติว่าไม่สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งไป สำคัญที่ตอนนี้ทุกคนไม่มีทางออก ที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งในแง่ของการเมืองนี้ไปได้ และแนวโน้มที่สำคัญคือว่า อาจก่อความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น

                ถ้าถามว่า ทำไมต้องมาคิดเรื่องท้องถิ่นจัดการตนเอง หรือ จังหวัดจัดการตัวเอง ก็เพราะว่าถ้าปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้สร้างความรุนแรงต่อไป เกิดการต่อสู้กันนอกกติกา นอกกฎหมายไปเรื่อยๆ เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับประชาชน พอกระทบกระทั่งกันแรงขึ้นๆ ทั้งหมดจะนำไปสู่การสู้กันนอกกฎหมายมากขึ้น แล้วกฎหมายจะคุมไม่อยู่ สังคมก็จะคุมไม่อยู่ มีการบุกเข้าไปทุบกันตาย ในสังคมถ้าเกิดแบบนี้มันลุกเป็นไฟ พัฒนาไปสู่การสะสมอาวุธ เกิดแบ่งพวกแบ่งข้างมากขึ้น โฆษณาเอาคนมาเป็นพวกของตัวเองมากขึ้น ก็จะเกิดความรุนแรง ดังนั้นสังคมแบบนี้จะเป็นสังคมที่แก้ยากที่สุด และถึงที่สุดมันจะแบ่งประเทศ


                ...ท้าทายเลยว่า ถ้าสังคมไม่หนีออกจากกรอบคิดนี้ กรอบโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ทุกวันนี้สังคมมันแตกแยกปะทุไปสู่ความรุนแรง แล้วจะนำไปสู่สงครามการเมืองได้ในอนาคต ดังนั้นต้องกล้าที่จะคิดนอกกรอบ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ศูนย์กลางอำนาจมันเล็กลง แล้วไปสร้างอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่น ก่อนที่สถานการณ์จะจัดการปัญหาของตัวมันเองความรุนแรงจะน้อยจะมากก็ขึ้นอยู่กับการจัดการนี่เอง แต่ถ้าไม่จัดการถึงที่สุดความขัดแย้งบานปลาย สังคมเราลำบากแน่ นี่คือความจำเป็นที่จะมาคิดนอกกรอบ นอกกรอบจากที่เราเคยคิด...

                เมื่อเหตุปัจจัยของปัญหา คือ การรวมศูนย์อำนาจ เราควรจัดการอำนาจเสียใหม่ เพื่อที่จะกระจายให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองด้วยตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น

                ถ้าวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ทุกวันนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุแห่งการรวมศูนย์ ดังนั้นการจัดการอำนาจใหม่ ต้องให้ จังหวัดจัดการตัวเอง หรือ ท้องถิ่นจัดการตัวเอง โดยทำให้ส่วนกลางมีอำนาจน้อยลง ดูแลทรัพยากรน้อยลง หรือการใช้อำนาจน้อยลง ดังนั้น จังหวัดจัดการตัวเอง เป็นคำตอบที่จะบอกว่า ความขัดแย้งทั้งหลาย สถานการณ์ความเป็นเหลือง-แดง ก็จะยุติลงในระดับชาติ แต่อาจจะสู้กันในระดับท้องถิ่น ซึ่งสถานการณ์นี้ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นในลักษณะการต่อสู้ เช่น การเมืองอันนี้อาจยืนอยู่ข้าง พรรคการเมืองนี้ส่งคนลงเลือกตั้ง หรือกระบวนการเหล่านี้ส่งคนลงเลือกตั้ง แต่ว่ายึดถือแนวทางทุนนิยม เป็นแนวทางอนุรักษ์ สู้กันในระดับเวทีย่อย เวทีในระดับของจังหวัด ให้คนในท้องถิ่นเลือกผู้นำ เลือกนโยบายด้วยตัวของเขาเอง
          “..ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกวันนี้ บางจังหวัดมีคำกล่าวว่า ทำหน้าที่แค่ เปิดประชุม กินเหล้า เฝ้าสนามบิน.. เท่านั้นท่านจะมีเวลาไปดูทุกข์สุขประชาชนได้อย่างไร

ถ้าจังหวัดสามารถจัดการตนเองได้ ปัญหาในทางการเมืองที่เกิดขึ้นมันจะย่อส่วนลงมาจากเวทีระดับชาติ จะกลับมาสู้ในเวทีระดับจังหวัด  คำว่า เหลือง-แดง เป็นแนวความคิดระดับชาติ ที่พูดเมื่อวาน เพราะว่าทุกแบ่งจากศูนย์กลางลงไปถึงตัวท้องถิ่นรวมถึงประชาชนทั้งหลาย อันนี้จึงแบ่งขั้ว ปัญหาตอนนี้คือว่า ถ้าเราเสนอแนวความคิดแบบแนวตัดขวาง ไม่ใช่แนวความคิดแบบแนวตั้งแนวนอน แนวตัดขวางก็คือตรงนี้จะกลายเป็นเรื่องของท้องถิ่น ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของศูนย์กลาง ดังนั้นวิธีคิดความเป็นเหลือง-แดงจะลดตัวเองลงมาในระดับของท้องถิ่น ดังนั้นที่จริงแล้วเป้าไม่ได้เป็นการยึดอำนาจศูนย์กลางเหมือนกับเหลือง-แดง แต่ว่าเป้ามันจะดูว่าสู้กันในระดับท้องถิ่นอย่างไร

ความเป็นเหลือง - แดงจะหมดความหมายในตัวของมันเอง เพราะเหลือง-แดงมันสมมติตัวเองเพื่อที่จะไปยึดศูนย์กลางอำนาจ ตอนนี้มันอาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ แต่พุ่งเป้าว่าตัวเองจะเข้ามาเพื่อที่จะมามีบทบาทในเรื่องของท้องถิ่นจังหวัดนั้นๆได้ขนาดไหน ดังนั้นมันจะละลายความเป็นเหลือง-แดงในปัจจุบัน เพราะความเป็นเหลือง-แดงอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ในชุมชนท้องถิ่นนั่นแหละ ถ้าคนในท้องถิ่นหันความสนใจไม่ใช่หันความสนใจไปรับใช้ต่อศูนย์กลางอำนาจรัฐ แต่หันความสนใจมารับใช้ต่อความท้องถิ่นว่าจะจัดการท้องถิ่นตัวเองอย่างไร ตรงนี้จะสลายตัวไปเอง เพราะมันตัดขั้วของวิธีคิดใหม่ เป็นวิธีคิดที่ไม่ใช่ศูนย์กลางแล้วลงมาบัญชาการข้างล่าง แต่เป็นวิธีคิดที่ว่า ระหว่างศูนย์กลางกับความเป็นท้องถิ่น เพราะทุกวันนี้เหลือง-แดงไม่ได้คิดเรื่องท้องถิ่น มันคิดแค่ว่ามันจะไปยึดธงได้อย่างไร ชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร จะเข้าไปยึดธงได้อย่างไร

2 ความคิดเห็น:

  1. ต้องอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึงการทำงานของภาครัฐ และชี้แจงเรื่องต่างๆ ก่อนที่จะลงมือทำ

    ตอบลบ
  2. ต้องหันหน้าเข้ามาคุยกันด้วยเหตุผลที่ดีและเป็นประโชยน์ต่อทั้งสอง

    ตอบลบ