วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คุณคิดอย่างไรกับคำว่าชาวนาเงินล้าน มันจะเป็นไปได้จริงหรือ???

"ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก ทำนามันดีกว่าทำงานกินเงินเดือนอีก" นี่คือคำพูดยืนยันหนักแน่นจากปากของ ชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา ที่ ชัยพร พรหมพันธุ์ กล้าการันตีแบบนี้ก็เพราะว่าชาวนาอย่าง ชัยพร พรหมพันธุ์ ทำกำไรเหนาะ ๆ หักต้นทุนเรียบร้อยแล้ว เมื่อฤดูกาลผลิตที่แล้ว 2,000,000 บาทเศษ และฤดูที่เพิ่งผ่านพ้นไป 1,000,000 บาทเศษ ๆ และตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเงินเหลือใช้มากพอ จนสามารถกำหนดเงินเดือนให้ตัวเองและภรรยาในอัตราเดียวกับผู้บริหารเสื้อคอปกขาวในเมือง มีโบนัสจากผลประกอบการไม่เคยขาด โดยเฉลี่ยก็มีรายได้ตกคนละประมาณ 60,000 – 70,000 บาท ปีก่อนนี้ซื้อทองเส้นเท่าหัวแม่โป้งมาใส่ พร้อม ๆ กับถอยรถกระบะมาขับเล่น ๆ อีกต่างหาก
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          ซึ่งนอกจากเงินเดือนและโบนัสสูงแล้ว ชัยพร พรหมพันธุ์ ยังซื้อที่ดินขยายการผลิตออกไป 30 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 20 ปี ด้วยเงินสด ไม่เคยขาดทุนจากการทำนาต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2533 ไม่เคยมีหนี้สิน มีหลักประกันสุขภาพชั้นดี จากการส่งประกันชีวิตประกันสุขภาพระดับ A เดือนละร่วมแสน ส่งลูก 3 คน เรียนจบปริญญาโทโดยขนหน้าแข็งไม่ร่วง...วันว่างยังพาลูก ๆ ออกไปหาของกินอร่อย ๆ นอกบ้าน ชาวนาคนนี้เขาทำได้อย่างไร ทำไมชีวิตจึงมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเรียนรู้การใช้ชีวิตจากเขากันค่ะ...

          นายชัยพร  พรหมพันธุ์ ชาวนาวัย 48 อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อำเภอบางปลาม้า สมรสกับคุณวิมล พรหมพันธุ์ บุตรมี 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน รักอาชีพการทำนาเป็นชีวิตจิตใจ ความมั่งคั่งมั่นคงทั้งปวง ได้มาจากการทำนาโดยสุจริต ไม่เอาเปรียบดินไม่เอาเปรียบน้ำ คิดซื่อ ขยันขันแข็ง และมีสองมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักเช่นชาวนาทั่ว ๆ ไป โดยชาวนาโดยส่วนใหญ่คู่กับตำนานยิ่งทำยิ่งจน ทำนาจนเสียนา แต่สำหรับเขา ทำนาบนที่ดินมรดกพ่อ 20 กว่าไร่ กับอีกส่วนหนึ่งเขาเช่าเพิ่มเติม ทำไปทำมาก็ซื้อที่นาเช่ามาเป็นของตัวเอง ปาเข้าไป 100 กว่าไร่ แถมซื้อที่นามาโดยไม่เคยกู้แบงก์ ไม่เคยเป็นลูกค้าขี้ข้าใคร 
          "ผมล้มมาเยอะเหมือนกัน" สำเนียงเหน่อ ๆ ของลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านแห่ง ตำบลบางใหญ่ ผู้เพียรพยายามหาหนทางตั้งตัว เคยทำแม้แต่นากุ้งและสวนผลไม้คละชนิด แต่สู้น้ำไม่ไหว ต้องกลับมาเป็นชาวนาตามรอยพ่อ
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          "ทำนาเคมีมา 20 กว่าไร่ ครั้งแรกปี 2525 ได้ข้าว 13 เกวียน จำได้แม่นเลย ขายได้เกวียนละ 2,000 บาท ขาดทุนยับ พอดูหนทาง เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คิดว่าจะได้เบิกเงินค่าเรียนลูก เพราะมองอนาคตแล้วว่าไม่มีปัญญาส่งลูกแน่ แต่ปี 2531 เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอาละวาดหนัก แถวบ้านเราโดนกันหมด ก็พอดีอาจารย์เดชา ศิริภัทร ทำเรื่องนาอินทรีย์และใช้สมุนไพร มาขอทำแปลงทดลองปลูกสมุนไพร พ่อก็แบ่งนาให้ 5 ไร่ ด้วยความเกรงใจ อาจารย์ก็เริ่มทดลองใช้สะเดาสู้กับเพลี้ย เครื่องไม้เครื่องมือเยอะ ผมก็ไปช่วยอาจารย์ฉีด ก็ฉีดไปยังงั้น เราไม่ได้ศรัทธาอะไร แต่ปรากฎว่าแปลงนาที่สารเคมีเสียหายหมด ส่วนแปลงนาที่ฉีดสะเดากลับไม่เป็นอะไร

          ผมก็เริ่มจะเชื่อแล้ว แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย เลยเอามาทำในนาของผมเอง ซึ่งปีนั้นชาวนาโดนเพลี้ยกันเยอะมาก หน่วยปราบศัตรูพืชจังหวัด เขาเลยเอายาที่ผสมสารเคมีมาแจก ผมก็ลองเอามาใช้ โดยแบ่งว่าแปลงนานี้ฉีดสารเคมี แปลงนานี้ฉีดสะเดา ซึ่งผลก็ปรากฎออกมาว่า แปลงนาที่ฉีดสะเดาปลอดภัยดี เก็บเกี่ยวข้าวก็ดี แต่แปลงที่ฉีดสารเคมีตายหมด ตั้งแต่นั้นมาก็เลยเชื่อสนิทใจ แล้วมาลองทำเองดู ผมก็หักกิ่งก้านสะเดามาใส่ครกตำเอง ภรรยาก็บ่นว่าทำไปทำไมเสียเวลา แต่ผมรั้น คือยังไงก็ขอลองหน่อย ก็เอาไปฉีดแล้วข้าวก็ได้เกี่ยว ผลผลิตก็ออกมาดีเกินคาด ทีนี้ชาวบ้านก็แห่มาขอสูตรเอาไปทำบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครประสบผลสำเร็จ เพราะเขาใช้สมุนไพรคู่กับยาเคมี บางคนใช้เคมีจนเอาไม่อยู่แล้วถึงหันมาใช้สะเดา พอมันไม่ได้ผลทันตาเห็น ก็กลับไปใช้สารเคมีกันเหมือนเดิม” เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา กล่าว
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          การคิดต้นทุนของเขา ลงทุนเต็มที่ตกไร่ละ 2,000 บาท ในขณะที่ขายได้เกวียนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท ซึ่งหลังจากเขาทำนาอินทรีย์ได้เพียง 3 ปี มีเงินเหลือมากกว่า 6 ปี ที่มัวจมอยู่กับปุ๋ยยา อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ก็ใช่ว่าชัยพรจะหวงวิชาความรู้ เขายังได้ให้คำปรึกษากับผู้ที่มีปัญหา และสนใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ ที่โทรมถามาขอคำปรึกษาตามสายแทบจะทุกวัน

          ใครว่าทำนาแล้วจน...ไม่จริงหรอก" ชัยพรยืนยันหนักแน่นซ้ำอีก สำคัญตรงที่ต้องทำนาแบบใช้สมอง ไม่ใช่ทำนาแบบเป็นผู้จัดการนาสถานเดียว

          "ถ้าเป็นผู้จัดการนาล่ะจนแน่ มีมือถือเครื่องเดียวโทรสั่งตามกระแส มีนาอย่างเดียว ที่เหลือจ้างเขา เริ่มทำไร่นึงก็ต้องมีพันกว่า ตั้งแต่ทำเทือก ทำดิน ไปยันหว่าน เฉพาะได้แค่ต้นนะ ยังไม่รู้เลยว่าจะได้เกี่ยวไหม จากนั้นต้องฉีดยาคุมหญ้า ใส่ปุ๋ยอีกหลายพัน ของเราต้นทุนไม่กี่สตางค์ อาศัยว่าต้องละเอียดอ่อน ต้องรักษาธรรมชาติ แล้วก็ต้องเป็นลูกจ้างตัวเอง ไม่ใช่ผู้จัดการ พอไปพูดกับเขา เขาก็บอกนาเขาน้อย แล้วก็เช่าเขา ทำอินทรีย์ไม่ได้หรอก ผมก็บอกว่าเมื่อก่อนผมก็เช่า ทำไมยังทำได้ ทำจนมีเงินซื้อนา เขาไม่คิดย้อนกลับไงว่าสมัยปู่ย่าตายายทำนา มันมียาที่ไหนล่ะ คนโบราณยังได้เกี่ยว ของเรายังดี มีสะเดาให้ฉีด สมัยโบราณมีที่ไหนล่ะ ไอ้บางคนเห็นข้าวเราเขียว ก็บอกว่าคงแอบใส่ปุ๋ยกลางคืนละมั้ง แหม๋! กลางวันยังไม่มีเวลาเลย จะมาใส่ปุ๋ยกลางคืน มาฉีดให้งูมันเอาตายเรอะ" ชัยพร กล่าว

          ทุกครั้งที่ขายข้าวได้ เขาจะนึกถึงบุคคลที่นำเอาวิธีเกษตรอินทรีย์มาให้เขาได้รู้จัก และปรับใช้ในที่นาของเขา จนมีเงินเหลือเก็บ ... "ถ้าผมไม่ได้เจออาจารย์เดชาก็คงไม่ได้เกิดหรอก คงไม่ได้ส่งลูกเรียนปริญญาโทไป 2 คน อีกคนก็ว่าจะเรียนปีหน้า ลูกมาทีเอาเงินค่าเทอมทีละ 40,000 – 50,000 บาท ก็ยังเฉย ๆ เรามีให้"
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          ขณะที่ อาจารย์เดชา ศริรภัทร แห่งมูลนิธิขวัญข้าว ผู้เพียรพยายามเผยแพร่วิถีการทำนาอินทรีย์ยืนยันว่า ไม่ได้ช่วยอะไรชัยพรมากกว่านั้น ความสำเร็จทั้งปวงเกิดจากตัวชัยพรเอง แต่สำหรับชาวนา ป.4 ถือเป็นบุญคุณใหญ่หลวงที่ทำให้เขาก้าวมาได้ถึงวันนี้

          ลูก 3 คน ของชาวนา ป.4 คนโตกำลังเรียนปริญญาโท สาขาปรับปรุงพันธุ์พืช ที่มหาวิทยาลัยเกษตร กำแพงแสน คนกลางเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ส่วนลูกสาวคนเล็กเพิ่งจบปริญญาตรี เกียรตินิยม จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ตอนนี้ทำงานธนาคาร ทุก ๆ เย็นวันศุกร์ที่ลูก ๆ กลับบ้าน ครอบครัวชาวนาเล็ก ๆ ก็จะคึกคักมีชีวิตชีวา ขับรถออกไปหาของอร่อยกินกัน ในขณะที่ชาวนาต้นทุนสูงนาติดกันไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสเช่นครอบครัวของชัยพร
นายชัยพร  พรหมพันธุ์


          ลมทุ่งพัดอู้มา เมฆตั้งเค้ามาทางขอบฟ้าตะวันตก นารกฟางของเขาแผ่ขยายออกไปลิบตา ชัยพรยืนพิงรถลากมองดูอย่างพอใจ ลูก ๆ โตกันหมด ได้เรียนกันสูง ๆ เปลื้องภาระไปอีกเปลาะ สองคนสามีภรรยาตกลงกันว่า นาปีนี้จะเอาโบนัสใหญ่คนละเส้น แล้วแบ่งรายได้แข่งกัน ลูกสาวคนโตบอกว่า เรียนจบโทเมื่อไหร่จะกลับมาช่วยพ่อทำนา จะได้เพลาแรงพ่อ แต่พ่อกลับบอกว่า ยังทำนาสนุกอยู่

          "ลูกเขาไม่อายหรอกที่พ่อเป็นชาวนา พอเราออกทีวี อาจารย์เขาเห็น เพื่อนเขาเห็น ยังมาถามเลยว่า ไม่เห็นบอกเลยว่ามีพ่อเป็นถึงเกษตรกรดีเด่นของประเทศ บางทีต่อไปถ้าคนเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์กันทั้งประเทศ นาดีมีกำไรกันหมด การบอกใครต่อใครว่าเป็นลูกชาวนา อาจเป็นความภูมิใจ เหมือนกับยุคหนึ่งที่คนได้ปลื้มไปกับการเป็นลูกพระยาก็ได้" ชัยพร กล่าวหน้าบาน พร้อมเล่าต่อว่า ตอนนี้เรายังทำสนุก ก็อยากขยายที่ทำให้กว้างออกไป ทำไปเถอะ ทำไปเรื่อย ๆ ทำเพลิน ๆ ไม่ขาดทุนหรอก ทำนาน่ะ มีแต่กำไร บอกกับตัวเองว่าถ้าฤดูนี้ได้ร้อยกว่าเกวียนจะขอโบนัสทอง 10 บาท บอกอย่างนี้ก็เลยต้องขยันฉีดฮอร์โมน ทำดิน ทำจิปาถะ แล้วก็ได้
ชัยพร พรหมพันธุ์


          และนี่คือวิถีชีวิตของ ชัยพร พรหมพันธุ์ ชาวนาร้อยล้าน ที่สามารถลบคำกล่าวที่ว่า "ทำนามีแต่จน" ได้สำเร็จ… โดยทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้เขาสามารถมีวันนี้ได้ก็เพราะการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคือ การเป็นคนขยัน ลงมือปฏิบัติเอง แถมไม่กู้หนี้ให้เป็นภาระอีกต่างหาก…   แล้วคุณละคิดว่าคุณทำแบบนี้ได้มั้ย???

จะทำอย่างไรกับความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ


ต้องอธิบายก่อนว่า สังคมไทยเรามีการบริหาร 3 ระบบ คือ ระบบส่วนกลาง ระบบภูมิภาค และระบบท้องถิ่น ระบบส่วนกลาง และระบบภูมิภาค มีอำนาจสูงกว่าระบบท้องถิ่น งบประมาณกองรวมอยู่ที่ส่วนกลาง อำนาจการตัดสินใจทั้งหลายอยู่ที่ส่วนกลาง เวลาจะดำเนินการโครงการใดๆ ก็ตาม ท้องถิ่นจะเข้าไปมีบทบาทในนั้นได้น้อย นั้นหมายถึง ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตัดสินตรงกลางได้น้อย แทบจะเรียกว่า การเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น เมื่อท้องถิ่นตัดสินใจเลือกโครงการของตนเองไม่ได้ ส่งผลให้โครงการที่ถูกกำหนดมาจากศูนย์กลางอำนาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายอย่างจะไปขัดแย้งกับ วิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม ของชุมชนนั้นๆ
                เราจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่มีโครงการของรัฐเกิดขึ้นจะสร้างความขัดแย้งให้กับท้องถิ่นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างนิคมอุตสาหกรรม เรื่องเกี่ยวกับสารเคมี เรื่องเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เรื่องเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรดินน้ำป่า เรื่องเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นไนท์ซาฟารี พืชสวนโลก ฯลฯ สร้างความขัดแย้งในท้องถิ่น คือ สิ่งที่สำคัญไม่สอดคล้องกับท้องถิ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอๆ มันทำให้ชุมชนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินการพัฒนาตัวเอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการที่จะไปดำเนินการโครงการ โครงการที่ได้ดำเนินการแล้วก็อาจจะยกเลิก หรือยุติโครงการ สิ่งที่สำคัญไปทำลายความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เรื่องการท่องเที่ยว ไม่ได้สนใจว่าท้องถิ่นนั้นมีของดี มีวัฒนธรรมอย่างไร

                ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เกิดการคอรัปชั่นขนาดใหญ่ในโครงการต่าง ๆ การคอรัปชั่นสามารถที่จะตกลงกันได้ นี่คือข้อเสียที่เกิดขึ้นจากการรวมศูนย์อำนาจทั้งสิ้น

                ที่จริงที่ผ่านมาปรากฏการณ์นี้ เตือนมาโดยตลอดอยู่แล้ว เรื่องเกี่ยวกับศูนย์กลางอำนาจหรือการรวมศูนย์ ระยะที่ผ่านมา เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนท้องถิ่นกับรัฐบาล ในโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย เกือบทุกรัฐบาล ในระยะสิบปีหลังมานี้ ที่เกิดความขัดแย้งหนักขึ้นมาอีก คือ ศูนย์กลางอำนาจหรือโครงสร้างอำนาจกับโครงสร้างอำนาจ ขัดแย้งกันเอง ที่เรียกว่า เป็นความขัดแย้งในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เป็นโครงสร้างธรรมดา เป็นมหาโครงสร้างต่อมหาโครงสร้างปะทะกัน ตอนนี้เลยกลายเป็นปรากฏเหลือง-แดง  ไม่ใช่เฉพาะประชาชนกับรัฐ แต่ว่ามันคืออำนาจของรัฐต่อรัฐที่ปะทะกัน
           เราต้องก้าวข้ามเรื่องความขัดแย้งนี้ไป เพราะว่าถ้าสมมติว่าไม่สามารถที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งไป สำคัญที่ตอนนี้ทุกคนไม่มีทางออก ที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งในแง่ของการเมืองนี้ไปได้ และแนวโน้มที่สำคัญคือว่า อาจก่อความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น

                ถ้าถามว่า ทำไมต้องมาคิดเรื่องท้องถิ่นจัดการตนเอง หรือ จังหวัดจัดการตัวเอง ก็เพราะว่าถ้าปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้สร้างความรุนแรงต่อไป เกิดการต่อสู้กันนอกกติกา นอกกฎหมายไปเรื่อยๆ เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับประชาชน พอกระทบกระทั่งกันแรงขึ้นๆ ทั้งหมดจะนำไปสู่การสู้กันนอกกฎหมายมากขึ้น แล้วกฎหมายจะคุมไม่อยู่ สังคมก็จะคุมไม่อยู่ มีการบุกเข้าไปทุบกันตาย ในสังคมถ้าเกิดแบบนี้มันลุกเป็นไฟ พัฒนาไปสู่การสะสมอาวุธ เกิดแบ่งพวกแบ่งข้างมากขึ้น โฆษณาเอาคนมาเป็นพวกของตัวเองมากขึ้น ก็จะเกิดความรุนแรง ดังนั้นสังคมแบบนี้จะเป็นสังคมที่แก้ยากที่สุด และถึงที่สุดมันจะแบ่งประเทศ


                ...ท้าทายเลยว่า ถ้าสังคมไม่หนีออกจากกรอบคิดนี้ กรอบโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ทุกวันนี้สังคมมันแตกแยกปะทุไปสู่ความรุนแรง แล้วจะนำไปสู่สงครามการเมืองได้ในอนาคต ดังนั้นต้องกล้าที่จะคิดนอกกรอบ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ศูนย์กลางอำนาจมันเล็กลง แล้วไปสร้างอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่น ก่อนที่สถานการณ์จะจัดการปัญหาของตัวมันเองความรุนแรงจะน้อยจะมากก็ขึ้นอยู่กับการจัดการนี่เอง แต่ถ้าไม่จัดการถึงที่สุดความขัดแย้งบานปลาย สังคมเราลำบากแน่ นี่คือความจำเป็นที่จะมาคิดนอกกรอบ นอกกรอบจากที่เราเคยคิด...

                เมื่อเหตุปัจจัยของปัญหา คือ การรวมศูนย์อำนาจ เราควรจัดการอำนาจเสียใหม่ เพื่อที่จะกระจายให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองด้วยตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น

                ถ้าวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ทุกวันนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุแห่งการรวมศูนย์ ดังนั้นการจัดการอำนาจใหม่ ต้องให้ จังหวัดจัดการตัวเอง หรือ ท้องถิ่นจัดการตัวเอง โดยทำให้ส่วนกลางมีอำนาจน้อยลง ดูแลทรัพยากรน้อยลง หรือการใช้อำนาจน้อยลง ดังนั้น จังหวัดจัดการตัวเอง เป็นคำตอบที่จะบอกว่า ความขัดแย้งทั้งหลาย สถานการณ์ความเป็นเหลือง-แดง ก็จะยุติลงในระดับชาติ แต่อาจจะสู้กันในระดับท้องถิ่น ซึ่งสถานการณ์นี้ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นในลักษณะการต่อสู้ เช่น การเมืองอันนี้อาจยืนอยู่ข้าง พรรคการเมืองนี้ส่งคนลงเลือกตั้ง หรือกระบวนการเหล่านี้ส่งคนลงเลือกตั้ง แต่ว่ายึดถือแนวทางทุนนิยม เป็นแนวทางอนุรักษ์ สู้กันในระดับเวทีย่อย เวทีในระดับของจังหวัด ให้คนในท้องถิ่นเลือกผู้นำ เลือกนโยบายด้วยตัวของเขาเอง
          “..ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกวันนี้ บางจังหวัดมีคำกล่าวว่า ทำหน้าที่แค่ เปิดประชุม กินเหล้า เฝ้าสนามบิน.. เท่านั้นท่านจะมีเวลาไปดูทุกข์สุขประชาชนได้อย่างไร

ถ้าจังหวัดสามารถจัดการตนเองได้ ปัญหาในทางการเมืองที่เกิดขึ้นมันจะย่อส่วนลงมาจากเวทีระดับชาติ จะกลับมาสู้ในเวทีระดับจังหวัด  คำว่า เหลือง-แดง เป็นแนวความคิดระดับชาติ ที่พูดเมื่อวาน เพราะว่าทุกแบ่งจากศูนย์กลางลงไปถึงตัวท้องถิ่นรวมถึงประชาชนทั้งหลาย อันนี้จึงแบ่งขั้ว ปัญหาตอนนี้คือว่า ถ้าเราเสนอแนวความคิดแบบแนวตัดขวาง ไม่ใช่แนวความคิดแบบแนวตั้งแนวนอน แนวตัดขวางก็คือตรงนี้จะกลายเป็นเรื่องของท้องถิ่น ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของศูนย์กลาง ดังนั้นวิธีคิดความเป็นเหลือง-แดงจะลดตัวเองลงมาในระดับของท้องถิ่น ดังนั้นที่จริงแล้วเป้าไม่ได้เป็นการยึดอำนาจศูนย์กลางเหมือนกับเหลือง-แดง แต่ว่าเป้ามันจะดูว่าสู้กันในระดับท้องถิ่นอย่างไร

ความเป็นเหลือง - แดงจะหมดความหมายในตัวของมันเอง เพราะเหลือง-แดงมันสมมติตัวเองเพื่อที่จะไปยึดศูนย์กลางอำนาจ ตอนนี้มันอาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ แต่พุ่งเป้าว่าตัวเองจะเข้ามาเพื่อที่จะมามีบทบาทในเรื่องของท้องถิ่นจังหวัดนั้นๆได้ขนาดไหน ดังนั้นมันจะละลายความเป็นเหลือง-แดงในปัจจุบัน เพราะความเป็นเหลือง-แดงอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ในชุมชนท้องถิ่นนั่นแหละ ถ้าคนในท้องถิ่นหันความสนใจไม่ใช่หันความสนใจไปรับใช้ต่อศูนย์กลางอำนาจรัฐ แต่หันความสนใจมารับใช้ต่อความท้องถิ่นว่าจะจัดการท้องถิ่นตัวเองอย่างไร ตรงนี้จะสลายตัวไปเอง เพราะมันตัดขั้วของวิธีคิดใหม่ เป็นวิธีคิดที่ไม่ใช่ศูนย์กลางแล้วลงมาบัญชาการข้างล่าง แต่เป็นวิธีคิดที่ว่า ระหว่างศูนย์กลางกับความเป็นท้องถิ่น เพราะทุกวันนี้เหลือง-แดงไม่ได้คิดเรื่องท้องถิ่น มันคิดแค่ว่ามันจะไปยึดธงได้อย่างไร ชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร จะเข้าไปยึดธงได้อย่างไร

จะทำอย่างไรเมื่อทำนาแล้วไม่พอกิน

ปัจจุบันค่าครองชีพต่างๆก็เพิ่มมากขึ้น ชาวนาชาวไร่ ก็ทำไม่ได้กำไร งบประมาณของรัฐ ก็เข้าไม่ทั่วถึง แล้วพวกเค้าจะทำอย่างไร เพื่อให้ค่าใช้จ่ายภายในบ้านเพียงพอ ???